G+
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ SEO แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ SEO แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Trust และ Authority คืออะไรในแง่ของ SEO

หากใครที่ศึกษา SEO ด้วยตนเองจากเนื้อหาภาษาอังกฤษแล้วละก็ บุคคลเหล่านั้นจะพบเจอคำว่า Trust กับ Authority อยู่บ่อยครั้ง ส่วนในภาษาไทยเองก็มีการพูดถึงบ้างเป็นครั้งคราว บทความนี้จะมาอธิบายว่ามันคืออะไร แล้วมี Factors อะไรบ้างที่เป็นส่วนประกอบของ Trust และ Authority นี้ สำหรับคำว่า Trust ในความหมายของ SEO นั้นหลายๆ คนคงจะรู้อยู่แล้ว แต่สำหรับคนที่ไม่รู้นั้น Trust ก็คือความน่าเชื่อถือที่ Google มีต่อเว็บเพจและเว็บไซต์ ยิ่งมีความน่าเชื่อถือมาก งานแต่ละชิ้นที่ออกมา ก็ได้รับความไว้วางใจมาก ส่วนในด้านของ Authority ในความหมายของ SEO ก็คือศูนย์กลางของข้อมูลในเรื่องใดๆซึ่งจะช่วยบอกถึงความสำคัญและการเป็นที่นิยมในเรื่องนั้นๆ

วันพุธที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

กฎ 20 ข้อในการพัฒนาเว็บไซต์ให้เป็นเลิศและประสบความสำเร็จ

  1. ให้ความนับถือผู้ชมเว็บของคุณ อย่าพยายามบังคับให้พวกเขาอ่านเนื้อหาในเว็บของคุณทั้งหมด ปล่อยให้พวกเขาเลือกและตัดสินใจเองว่าจะอ่านอะไร ให้ลองนึกว่าถ้าคุณเป็นผู้ชมเว็บ คุณจะทำอย่างไรกับหน้าต่างที่ป๊อบอัพขึ้นมาและกล่องโฆษณาที่เกลื่อนกลาดอยู่เต็มไปหมด
  2. โฆษณาที่แย่ กล่องโฆษณาที่น่ารำคาญอาจช่วยเพิ่มรายได้ให้คุณเพียงชั่วขณะหนึ่ง แต่ในระยะยาวแล้ว มันไม่ทำให้เว็บไซต์ของคุณประสบความสำเร็จได้ อย่างไรก็ตาม การผนวกโฆษณาเข้ากับเนื้อหาของเว็บไซต์ และจัดโครงสร้างของเว็บให้ดีก็จะช่วยให้โฆษณานั้นไม่รบกวนผู้ชม มันจะช่วยให้เว็บของคุณเป็นที่รู้จักมากขึ้นและยังช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่คุณ ได้ด้วย

วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2555

ค่าเฉลี่ยอัตราการคลิกของ Google Search

วันนี้ช่วงเช้าก่อนทำงานขณะนั่ง Research ข้อมูลเกี่ยวกับ Social Media ไปเจอรูปนี้เข้าเลยเก็บมาฝากครับ รูปนี้จริงๆเป็นของเว็บไซต์เจ้านึงที่บริการ Heatmaps หรืออะไรก็แล้วแต่มันเรียกได้หลายชื่อแล้วแต่จะตั้ง (ของ Truehits ก็มีใครใช้ Stat อยู่ก็เอา Clickmap มาติดได้เลยฟรี) แต่การทำงานคือระบบจะจับการคลิกของหน้าเว็บไซต์เราว่า User ที่เข้ามานั้นคลิกตรงส่วนไหนมากที่สุด เพื่อเจ้าของเว็บจะได้รู้ว่าคนที่เข้าเว็บมานั้นคลิกตรงไหนเป็นส่วนมากของ เว็บ ซึ่งจะสามารถปรับเปลี่ยนหรือแก้ไขเว็บเราให้รองรับการใช้งานมากขึ้น นี่คือข้อดีของ Heatmaps ครับ แต่วันนี้ไม่ได้มาพูดถึงเรื่อง Heatmaps แต่เอาการคลิกมาโชว์ให้ดูครับว่าหากคุณทำ Keyword ด้วยการทำ SEO หรือ PPC ต่างๆนั้นอัตราการคลิกจะเป็นดังรูปที่นำมาแสดง ทำไมหลายๆคนถึงอยากให้เว็บตัวเองขึ้นหน้าแรก อยากติด Top 5 ก็เพราะคนคลิกเยอะ เทียบอัตราการคลิกคร่าวๆให้ดูดังนี้ครับ

วันเสาร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2555

Google เริ่มปรับเปลี่ยนการค้นหารูปแบบใหม่!!

หลายคนคิดว่า Google พยายามจะอ่านความคิดความต้องการของผู้ใช้ทั่วโลก โดยเฉพาะ "คำตอบ" ที่ว่าเรากำลังต้องการค้นหาอะไร? ล่าสุดทางบริษัทกำลังปรับใหญ่สำหรับกลไกการค้นหาที่ลึกซึ้งกว่าเดิม และให้ผลตอบที่โดนใจผู้บริโภคมากกว่าการให้ผลลัพธ์แค่ "Link"

Amit Singhal วิศวกรลูกหม้อของ Google กล่าวว่า ทางบริษัทต้องการให้ผู้ใช้ได้ผลลัพธ์ที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้มากกว่านี้ โดยการใช้กลไกที่เรียกว่า Semantic Search ซึ่งมันจะพยายามจัดลำดับสิ่งที่มีความหมายกับผู้ใช้จริงๆ ทันทีที่คุณกำลังพิมพ์คีย์เวิร์ดเข้าไปในช่องค้น Singhal ยังบอกอีกด้วยว่า มันคือเสิร์ชต่อไปหลังจากที่เราใช้กลไกการค้นหาแบบเดิมๆ มาหลายปีแล้ว โดยประเด็นของเสิร์ชยุคใหม่ที่วิศวกรของ Google พูดถึง และน่าสนใจมากๆ ก็คือ การทำให้ Google สามารถให้คำตอบกับผู้ใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องออกไปจากหน้าผลลัพธ์การค้น เหตุผลนอกจากความต้องการให้บริการเสิร์ชที่เยี่ยมยอดกับผู้ใช้ทั่วโลกแล้ว ไอเดียเบื้องหลังนี้ก็คือ ยิ่งผู้ใช้ Google ใช้เวลากับบริการเสิร์ชนานเท่าไร โอกาสทำรายได้จากโฆษณาของบริษัทก็จะเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น

วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

จดโดเมนเนมฟรีกับ cu.cc

วันนี้เรามาแนะนำการจดโดเมนฟรีกับ cu.cc (PR4) นะครับ เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น หรือสำหรับผู้ต้องการทดสอบการทำ SEO ด้วย Domain Name ตรงๆ ขั้นตอนก็ไม่มีอะไรมากไม่ได้ซับซ้อนอะไรนัก แค่เตรียมอีเมล์ที่ใช้งานจริงไว้สำหรับ Activate ก็พอ เริ่มต้นก็ไปที่หน้าเว็บกันเลย http://www.registry.cu.cc/ หลังจากนั้นบริเวณช่องว่างตรงกลางให้กรอกชื่อ Domain Name ที่เราคิดไว้คลิ๊ก Check Availability ถ้ายังไม่มีใครลงทะเบียนชื่อนี่บริเวณทางด้านซ้ายจะมีเครื่องหมายถูกสีเขียว Available ซึ่งสามารถใช้งานได้ ในส่วนของ Domain Option เราสามารถกำหนดการใช้งานได้ถึง 2 ปีนะครับ และเราสามารถลงทะเบียนใช้ Domain Name ได้สูงสุด 5 ชื่อนะครับต่อ 1 Account สำหรับผู้ที่ต้องการใช้งานฟรี คลิ๊ก Checkout

วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

วันวิสาขบูชา

วันนี้พักเรื่อง SEO มาพูดถึงวันสำคัญทางศาสนา เนื่องจากศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติของเราวันนี้จึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก วันวิสาขบูชา หรือการบูชาในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 วันวิสาขบูชา เป็นวันสำคัญที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า 3 ประการคือ เป็นวันประสูติ คือเกิด เป็นวันที่ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า คือสำเร็จ และปรินิพพาน คือ ดับ เกิดขึ้นตรงกันทั้ง 3 คราว วันนี้เป็นวันหยุดราชการด้วย เกือบแทบทุกวัดจะมีการจัดกิจกรรมในวันวิสาขบูชากันด้วยครับเพื่อนๆพี่ที่ว่างจากธุรกิจหน้าที่การงาน วันนี้ก็มาทำบุญกันนะครับ ช่วงเช้าอาจจะมีการทำบุญตักบาตร หรือเข้าวัดถวายสังฆทาน ปล่อยนกปล่อยปลา รักษาศีล ฟังธรรมเทศนาที่วัด หรือจะบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ต่างๆ  บริจาคทรัพย์เพื่อการกุศล พัฒนาวัด เป็นต้น ในช่วงค่ำพุทธศาสนิกชน จะนำดอกไม้ธูปเทียนเพื่อไปเวียนเทียนรอบพระอุโปสถภายในวัด หาวัดใกล้ๆบ้านทำบุญกันนะครับ พี่น้องชาวไทย

วันพุธที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2554

สวัสดีปีใหม่ไทย สวัสดีวันสงกรานต์


ในระหว่างวันที่ 13 - 15 เม.ย ตามปฎิทินของไทย ก็จะเป็นวันสงกรานต์หรือวันปีใหม่ของไทยเรานี่เองที่หลายๆท่านรอคอยเป็นเทศกาลวันหยุดยาวช่วงหนึ่งของไทย ปีนึงได้พักผ่อนกันนานๆซักที ก็ขอให้ทุกท่านมีความสุข ความเจริญ สุขภาพร่างกายแข็งแรง ใครที่เดินทางกลับบ้านก็ขอให้เดินทางถึงที่หมายโดยปลอดภัย ใครที่เล่นน้ำก็เล่นกันอย่างสนุก เล่นกันเพลินๆนะครับ มีอะไรกระทบกระทั่งกันนิดหน่อยก็ให้อภัยกันนะครับ เล่่นน้ำก็ระมัดระวังความปลอดภัยด้วย แล้วก็อย่าลืมไปทำกิจกรรมสำคัญตามประเพณีไทยของเราในวันสงกรานต์ด้วยการแสดงความเคารพและความกตัญญู ต่อบิดา มารดา ครู อาจารย์ แล้วก็ผู้มีพระคุณ ด้วยการรดน้ำดำหัวผู้หลักผู้ใหญ่ พร้อมทั้งรับคำอวยพร และขอพรในวันปีใหม่ไทย ทำบุญ ตักบาตร สรงน้ำพระเพื่อเป็นสิริมงคลในชีวิตกับตัวเราเอง และคนที่เรารัก จะได้จิตใจชื่นบานเย็นช่ำกันไปตลอดปี สวัสดีวันสงกรานต์ สวัสดีปีใหม่ไทยครับ พี่น้องชาวไทย

วันอังคารที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

SEO On Page Optimization

การปรับแต่งเว็บไซต์เกี่ยวกับปัจจัยภายใน หรือส่วนต่างๆ ของหน้าเว็บไซต์ ได้แก่ การวางโครงสร้างเว็บไซต์ การเขียน Code ในหน้า เว็บเพจ การเขียนเนื้อหาให้เหมาะกับ Search Engine และการกระจาย Keyword ในส่วนต่างๆ
1. ในส่วนของการตั้งชื่อ Title ของหน้าเว็บว่าเกี่ยวกับเรื่องอะไร และไม่ซ้ำกันในแต่ละหน้า (Title Tag)
2. ใช้ Meta keyword และ description ข้อความอธิบายเกี่ยวกับเว็บไซต์ (Meta Tag)
3. การปรับปรุงโครงสร้าง URL ของเว็บ (การกำหนดรูปแบบ URL, การตั้งชื่อ Directory, Files)
4. การทำระบบนำทางในเว็บไซต์ให้ใช้งานง่าย แผนผังเว็บไซต์ สำหรับ Human และ Robot
5. การเขียน เรียบเรียงเนื้อหาให้เหมาะกับการทำ SEO
6. การทำลิงค์เชื่อมโยงเนื้อหา Inbound-Links
7. การใช้ Tag หัวข้อให้เหมาะสม (Heading Tag)
8. การเน้นคำ (Bold/Strong Tags) ตัวเอียง (Italic)
9. การใช้ลิสต์รายการ
10. การใช้รูปภาพอย่างเหมาะสม ไม่ลืมที่จะใส่คำอธิบาย "Alt", "Title"
11. การป้องกันข้อมูลในเว็บไซต์ด้วย robots.txt
12. Outbound-Links ลิงค์เชื่อมโยงออกภายนอกในจำนวนที่เหมาะสม
13. Density of Keywords ความถี่ หรือความหนาแน่นของคีย์เวิร์ดที่เหมาะสม

วันพฤหัสบดีที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2554

Social Bookmark คืออะไร ? ตอนที่ 2

สำหรับเว็บ Social Bookmark นั้นมีในสังคมอินเตอร์เน็ตของเมืองไทยมานานหลายปีแล้ว แต่กลับได้รับความนิยมอยู่เพียงช่วงหนึ่ง แต่แล้วก็เหมือนเงียบหายไป เพราะความนิยมลดลงจนทำให้เว็บ Social Bookmark หลาย ๆ แห่งปิดตัวลง (เชื่อว่าเพื่อน ๆ บางท่านคงเคยได้มีโอกาสใช้เว็บไซต์ประเภทนี้)
จนกระทั้งเมื่อมีผู้ใช้นำเว็บ Social Bookmark มาใช้ในการทำ SEO เพื่อโปรโมทเว็บไซต์แบบ Off Page จึงทำให้เว็บ Social Bookmark เกิดใหม่อีกครั้ง และได้รับความนิยมอย่างสูงในการใช้โปรโมทเว็บไซต์ และหลังจากนั้นก็ดูเหมือนว่า เว็บประเภท Social Bookmark กลายเป็นช่องทางในการโปรโมทเว็บไซต์ ของ Webmaster หรือ Promoter จากเว็บไซต์ต่าง ๆ เพิ่งแค่อย่างเดียว (จุดประสงค์การใช้งานเปลี่ยนไป บุคคลที่ใช้งานคือคนที่ต้องการเผยแพร่เว็บไซต์)
ปัจจุบันนี้ ก็มีผู้สร้างเว็บ Social Bookmark ขึ้นมามากมาย ทั้งนี้เพราะคนสร้างเว็บเหล่านี้ ต้องการสร้างเว็บที่ใช้สำหรับสร้าง Back Link ขนาดใหญ่ ทั้งนี้เพราะผู้ใช้งานเว็บไซต์ประเภท Social Bookmark ในปัจจุบัน ก็จะมีแค่ 2 ประภท คือ
1. Webmaster หรือเจ้าของเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่ต้องการโปรโมทเว็บ เพื่อทำ Back Link จากเว็บไซต์ Social Bookmark
2. ผู้ใช้งานทั่ว ๆ ไป ที่ทำการ Search ข้อมูลจาก Search Engine ต่าง ๆ และคลิกข้อมูลเข้ามายังเว็บไซต์ Social Bookmark ซึ่งปรากฏข้อมูลของผู้ใช้ในข้อ 1
สำหรับข้อดีของการโปรโมทผ่าน Social Bookmark นั้น เนื่องจากเว็บประเภท Social Bookmark นั้นตัวเว็บจะถูกปรับแต่งให้ถูกหลัก SEO อยู่แล้ว และประการที่สองคือ ตัวเว็บมีการอัพเดตข้อมูลถี่มาก ๆ (เพราะมีคนในกลุ่มที่ 1 ที่ตั้งใจเข้าเว็บมาเป็นประจำ และมีประเภทที่ 2 ก็เข้ามาในปริมาณที่มาก) และเมื่อมีปริมาณคนเข้าเว็บมาก ทั้งจากเข้าโดยตั้งใจแบบพิมพ์เข้ามาตรง ๆ และการเข้ามาผ่าน Search Engine จากทั้งสองประการทำให้เว็บมี Bot เข้ามาเยี่ยชมเว็บ Social Bookmark บ่อย ๆ ตามไปด้วย และเมื่อมีจำนวนคนใช้งานที่มาก ก็เป็นผลทำให้การจัดอันดับข้อมูลในเว็บ Social Bookmark (เว็บที่คนประเภทที่ 1 โปรโมทไว้) ดีไปด้วย
เพราะฉะนั้นปัจจุบันนี้ คนที่ใช้เว็บ Social Bookmark โปรโมทเว็บต่าง ก็ กำหนดให้บุคคลทั่วไป เห็นข้อมูลทั้งหมด เพราะ Bot ก็จะเห็นข้อมูลด้วย ซึ่งเชื่อว่าแทบจะไม่มีใครกำหนดสิทธ์แบบส่วนตัวอีกแล้ว เพราะงั้น ถ้าไปโปรโมทในเว็บ Social Bookmark ก็จำไว้ว่าต้องเลือกแบบ public เท่านั้น ไม่งั้น ก็โพสต์ฟรี ไม่ได้ Back Link แล้วจะเมื่อยมือซะปล่าว ๆ

เครดิต thainextstep

วันอังคารที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2554

สวัสดีปีใหม่ 2554 ครับ ^^


เวียนบรรจบครบศักราชตั้งปีใหม่ ขออวยชัยอวยพรอักษรศรี
ขอทุกท่านพบพานแต่สิ่งดี มีชีวีสุขสดใสชีพชื่นบาน
ให้สุขภาพสมบูรณ์ทั่งกายใจ ให้ปลอดภัยแคล้วคลาดประสาทประสาน
งานรุ่งเรื่องเงินรุ่งโรจน์ชัชวาล สนุกสนานอภิรมย์สมใจปอง
ปีผ่านไปให้ผ่านพ้นตั้งต้นเริ่ม ที่ดีเพิ่มที่ร้ายลืมไม่มัวหมอง
ปรุงแต่งจิตพิชิตใจไร้ขุ่นข้อง เปิดสมองรับสิ่งใหม่สดใสพลัน
คิดสิ่งใดลุล่วงสำเร็จได้ ขอเทพไทสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นมิ่งขวัญ
เกิดปัญหาได้ปัญญาเป็นที่มั่น ให้สร้างสรรค์รับสิ่งดีปีใหม่เอย..

วันจันทร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2554

Submit Website และ Sitemap ง่ายๆ กับ Google

ต่อกันเลยนะครับ จากบทความที่แล้ว หลังจากที่เราได้ sitemap.xml และ sitemap.xml.qz รวมทั้งได้ทำการ Upload ไปไว้ที่ Host ของเว็บไซต์ของเราแล้ว ให้ไปยังหน้า Google Webmaster tools โดยเข้าที่ https://www.google.com/webmasters/tools/home?hl=th โดยเราควรจะมี Gmail Account เรียบร้อยแล้ว เพื่อความสะดวก แต่หากไม่มีก็ควรจะสมัคร Gmail ให้เรียบร้อยครับ
ขั้นตอนแรก ทำการ Login Gmail Account ของเรา จากนั้นเลือก Add a Site เพื่อทำการเพิ่ม Site ที่จะทำ Sitemap โดยกรอก URL เว็บไซต์ของเรา
ขั้นตอนที่สอง ทำการ Verify เว็บไซต์เพื่อยืนยันว่าเป็น Website ของเรา โดยสามารถที่จะำทำการยืนยันได้หลายวิธีในที่นี้จะทำการยืนยันผ่าน HTML File โดยทำการ Download This HTML Verification File มาไว้ที่เครื่องของเรา และ Upload ไปไว้่ที่ Host เว็บไซต์ของเรา หลังจากนั้นกลับมาที่หน้า Google Webmaster tools และกด Verify เพื่อทำการยืนยัน
ขั้นตอนที่สาม จากนั้นเลือกเว็บไซต์ี่ที่เราต้องการ Submit Sitemap (ในที่นี้จะเป็นเว็บที่เราเพิ่งจะ Verify ไป) จะมาที่หน้า แผงควบคุม หรือ Dashboard เพื่อทำการ Submit โดยคลิ๊กที่ Submit a Sitemap พิมพ์ sitemap.xml ต่อท้าย คลิ๊ก Submit Sitemap และพิมพ์ sitemap.xml.qz ต่อท้าย คลิ๊ก Submit Sitemap เป็นอันเสร็จเรียบร้อย ง่ายๆไม่ยาก และใช้เวลาไม่มาก แต่มีผลในทาง SEO ค่อนข้างดีครับ


วันอาทิตย์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2554

ประโยชน์ที่ได้จากการทำ Sitemap ในเว็บไซต์

ประโยชน์ที่ได้จากการทำ Sitemap ในส่วนของ Search Engine นั้นจะช่วยเพิ่มโอกาศในการ Index ให้ดีมากขึ้นกว่าเดิม และในส่วนของผู้ใช้งานนั้นจะเป็นในรูปแบบความสะดวกในการรับรู้โครงสร้างทั้งหมดของเว็บไซต์ ซึ่งในส่วนของผู้ใช้งานนี้ทางเว็บไซต์ควรจะมีปุ่ม Link ไปยังหน้า Sitemap ในจุดที่สามารถมองเห็นได้ง่ายๆ ด้วย จากประโยชน์อันมากมายมหาศาลที่ได้รับจากการทำ Sitemap Webmaster จึงควรเสียสละเวลาเพียงน้อยนิดในการทำ Sitemap เพื่อผลทางด้าน SEO

เครดิต sutenm

วันพุธที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2553

IP Class C ในความหมายของ SEO คืออะไร ?

สำหรับ IP Class C ในความหมายของ SEO จะแตกต่างจากความหมายของ Technical Engineer อย่างสิ้นเชิง ซึ่งในบทความนี้จะกล่าวเฉพาะความหมายของ SEO

โดยปกติแล้ว IP จะเป็นตัวบอกถึงที่อยู่ของเว็บไซต์แต่ละเว็บไซต์ โดยแบ่งเป็น 4 Class หรือ 4 ส่วน แต่ละส่วนถูกคั่นด้วย จุด (.) คือ aaa.bbb.ccc.ddd โดยแต่ละส่วนนั้นจะเป็นตัวเลข มีค่าตั้งแต่ 0 – 255

ไอพี Class C คือ ไอพี่ ส่วนที่ 3 ก็คือส่วนของ ccc ดังตัวอย่างที่กล่าวมา ซึ่งในเชิง SEO นั้น IP Class C มีความสำคัญคือ โดยปกติแล้วโฮสติ้งแต่ละเจ้าจะมี IP Class C ที่แตกต่างกัน ทาง Google จะมองว่า ถ้าเว็บไซต์หลายๆเว็บมี IP Class C ที่เหมือนกัน ก็แสดงว่าเว็บไซต์เหล่านั้นอยู่บนโฮสตัวเดียวกัน และอาจเป็นเจ้าของคนเดียวกัน ถ้าเรานำเว็บเหล่านั้นมาลิงค์กันเองเยอะๆ Google ก็จะมองว่า เรากำลังพยายามโกงอันดับโดยการนำเว็บมาลิงค์กันเองเพื่อสร้าง Backlink ให้กันและกันระหว่างเว็บไซต์ตัวเอง (ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เว็บที่มี IP Class C เดียวกันอาจจะไม่ใช่เจ้าของคนเดียวกันก็ได้) ตรงนี้ Google ก็เลยมองว่า เว็บที่ดีควรจะมีลิงค์จากเว็บที่ต่าง Class C กัน เพราะถือว่าเป็นลิงค์จากเว็บไซต์ของคนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกัน

เมื่อ Google คิดเช่นนี้เหล่าคนทำ SEO ก็เลยต้องพัฒนาตัวเอง หาช่องทางหลีกเลี่ยงให้ได้ จนเกิดเทคนิค ใส่ IP Class C จำนวนเยอะๆลงไปใน Hosting ตัวเดียว แล้วเปิดให้เช่าในราคาถูกเพื่อทำ SEO โดยเฉพาะ ปัจจุบันก็มีคนทำ SEO ที่มีทุนเยอะ จดโดเมน เช่าโฮสติ้งแบบ Multi Class C ในปริมาณเยอะๆ เพื่อนำมาลิงค์กันเอง จนยากแก่การตรวจจับ

แต่ Google ก็ไม่ได้ยอมแพ้ต่อเทคนิคของเหล่า SEO ในปัจจุบัน นอกจาก Class C แล้ว Google ยังพิจารณาถึง MAC Address ของเครื่องอีกด้วย สำหรับ MAC Address นั้น ขออธิบายคร่าวๆคือ รหัสของเครื่อง Hosting และละตัว ซึ่งติดมากับ Hardware ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

โดย IP Class C ที่ดีนั้นจะต้องมาจาก Hosting ที่มี MAC Address ที่ต่างกันอีกด้วย จึงจะได้ผลที่ดี ทั้งนี้ Hosting ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่จะทำให้ เว็บไซต์ประสบความสำเร็จในการทำ SEO เราต้องปรับร่วมกับปัจจัยอื่นอย่างเหมาะสมจึงจะได้ผลดีที่สุด

เครดิต one.in.th

วันอังคารที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2553

10 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการทำ SEO ตอนที่ 2

6. อย่าเชื่อผู้อื่นมากเกินไป ในการทำ SEO นั้น ทักษะ เกิดจากการปฏิบัติด้วยตนเอง การเชื่อคำกล่าวอ้าง หรือแม้ตำราโดยไม่ลองทำเอง อาจไม่ได้ผลตามที่กล่าวอ้าง บางครั้ง ปัจจัยต่างๆ ไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น ระบบการทำ Link Wheel ที่อ้างกันว่าเป็นระบบที่ดี ในบางครั้งกลับกลายเป็นฆ่าตัวเองเพราะ Link Wheel เหล่านั้นมาจากโฮสต์ IP และผู้ทำเว็บชุดเดียวกัน กลับกลายเป็น wheel ซ้อน และเป็นลิงค์ย้อนกลับหรือ ลิงค์แบบสามเหลี่ยม ไร้ประโยชน์เลยก็ได้ หรือแม้กระทั่งข่าวที่ีการเปลี่ยน Algo ทั้งหลายทั้งปวง อาจไม่มีผลต่อสิ่งที่เราทำมาเลยก็ได้

7. SEO เป็นเรื่องที่ยาก ต้องจ้างคนทำ อันนี้ผิด ที่จริงแล้ว แค่เพียงเข้ามาอ่านหาความรู้ ไม่กี่สัปดาห์ ก็สามารถเข้าใจได้เกือบ 80% เนื่องจากตำราอ้างอิงเป็นจำนวนมาก (และล้วนเอามาจากที่เดียวกันด้วย) สิ่งที่เรารู้คือ Know How เท่าๆกัน แตกต่างกันที่การลงมือทำเท่านั้นเอง ผมเชื่อว่า ถ้าลงมือทำ เราทำกันได้ทุกคน จะมากหรือน้อยก็ว่ากันไป และสิ่งที่เราทำจะเพิ่มพูนทักษะอยู่ตลอด แต่เมื่อถึงเวลาหนึ่ง เราจะเริ่มคิดเองว่า การทำ SEO นั้น แท้จริงคือการตกแต่งกล่องขนมให้น่ากินเท่านั้นเอง แต่รสชาตขนมนั้นคืออีกเรื่อง !

8. ทำ SEO ให้ดี ต้องมีเงินเท่านั้น อันนี้ผิดมหันต์ทั้งผู้ทำ และผู้จ้าง ขอเพียงเวลา จิตใจที่มุ่งมั่น หลักการที่ดี ไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากมาย ถ้าปรับแต่งถูกจุด ตอบสนองคำถามที่ว่า – ทำอย่างไรเว็บจะเหมาะกับการเข้ามาอยู่ในหน้าแรกได้ – การปรับแต่งแบบที่ไม่ต้องใช้เงิน เป็นศาสตร์อย่างหนึ่งที่มีผู้ศึกษาและปฏิบัติ ขอเพียงค้นหา และเข้าถึง เราก็สามารถทำได้

9. SEO ง่ายๆ ใครก็ทำได้ ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจผิดเช่นกัน โดยเฉพาะน้องใหม่ไฟแรง แต่โหมไฟแรงเกินไปย่อมได้รับประสบการณ์เจ็บปวดไปตามๆกัน มันจะมี Timing อันหนึ่งที่ทดสอบมือใหม่ ซึ่งถ้าผ่านไปได้ก็จะสามารถทำ SEO ให้ดีได้เฉกเช่นเดียวกับมือเก่า SEO นั้นง่ายพอๆกับการเปิด Windows และยากพอๆกับการหาจุดบกพร่องใน Windows ดังนั้น การเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาหาจุดบกพร่อง และลงมือแก้ไข คือสิ่งที่ SEO มือใหม่ต้องกระทำ

10. นักทำ SEO มักจะร่ำรวยและมีความเต็มใจในการทำ SEO ไม่ว่าโจทย์จะเป็นอย่างไร ถ้าจ่ายถึง ลองหาคำตอบจากตัวคุณเองและผู้อยู่รอบข้างดูครับว่าจริงทุกคนไหม วลีอมตะอยู่อันหนึ่งคือ ถ้า Big Daddy ไม่รักทำให้ตายก็ไม่ติด กับอีกอันหนึ่งคือ ถ้าคุณร่ำรวยจากการทำ SEO ได้ จะไม่ง่ายกว่าหรือถ้าจะปรับแต่ง SEO เพื่อหาความร่ำรวยจากเว็บของตัวเอง?

เครดิต seo.thaihealth

วันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2553

10 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการทำ SEO ตอนที่ 1

กระบวนการทำ SEO หรือ Search Engine Optimization นี้ มีผู้เข้าใจผิดอยู่มากมาย ถึงขั้นมองเห็นแบบตรงข้ามกับที่เหล่านักทำ SEO ทำกันเลยทีเดียว เราลองมาดูกันบ้างว่าความเข้าใจผิดต่อการทำ SEO ที่ผู้ที่ไม่รู้หรือแม้แต่ผู้ที่รู้ ก็ยังเข้าใจผิดอยู่ตลอด

1. ความเชื่อที่ผิดคือ SEO คือการทำทุกอย่างเพื่อให้ได้แบคลิงค์ แม้ว่า แบคลิงค์จะมีคุณค่า แต่การทำทุกอย่างเพื่อให้ได้แบคลิงค์ ไม่ว่าจะเป็นการสแปม หรือโพสในเว็บที่ไม่เกี่ยวข้อง สิ่งที่ทำให้วงการ SEO เป็นที่ติเตียนของนักท่องเว็บ หรือนักทำเว็บ ก็คือการสแปมไปทั่ว ยกตัวอย่างเช่นการโพสในเว็บบอร์ดในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง ปั๊มกระทู้ สแปมคอมเมนท์ หรือแม้กระทั่วเว็บ Social Network ก็ตกเป็นเป้าของนักสแปม จนกระทั่งมีคำกล่าวที่น่าตกใจจากนักทำเว็บโฮสติ้งว่า ‘SEO คือการสแปม’ ทั้งๆที่ที่จริงแล้ว แบคลิงค์ที่เราควรจะได้คือแบคลิงค์แบบธรรมชาติ ในเว็บที่เกี่ยวข้องต่างหาก นอกจากการสแปมแล้ว สิ่งที่เป็น Controversy หรือข้อโต้แย้งที่ใหญ่ที่สุดของกระบวนการการได้มาของลิงค์คือ การซื้อขายลิงค์ ทั้งทางตรง หรือทางอ้อม ซึ่งถ้ามองในแง่ความจริง การซื้อขายลิงค์ก็ถือเป็นกลไกธรรมชาติอย่างหนึ่ง ในระบบทุนนิยม แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่มากไปจนผิดธรรมชาติ ย่อมไม่เป็นผลดีต่อการบิดเบือนธรรมชาติของการค้นหาโดย Search Engine เช่นกัน อย่าลืมว่า Search Engine ถือว่าหน้าเว็บค้นหาของเขาคือหน้าบ้าน ถ้าหากมีการเบี่ยงเบนจากเว็บที่มีเงิน แต่ไม่มีคุณภาพ มาหน้าแรกมากๆ ย่อมส่งผลเสียต่อความนิยมของ Search Engine อย่างไม่ต้องสงสัย ดังที่ Matts Cutts วิศวกรของ Google เคยเปรยเอาไว้ว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องควบคุมการซื้อขายลิงค์ และเปิดรับแจ้งเรื่องไปยัง Google อย่างเป็นระบบ

2. ความเชื่อที่ว่าเว็บที่ติดอันดับดี จาก SEO ย่อมจะดีมีคุณค่ากว่า อันนี้เห็นๆกันจากข้อแรกว่า เมื่อมีการปรับแต่งอย่างเต็มที่ เว็บที่ธรรมดา หรือคุณภาพด้อย ก็อาจเข้ามาอยู่ในหน้าแรกๆได้เช่นกัน ถ้ามีเงิน มีเครือข่าย อันนี้ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทาย Search Engine อยู่ตลอดมาว่าจะทำอย่างไรจึงจะกรองเอาเนื้อหาที่คนใช้ต้องการ อย่างแท้จริง มาอยู่หน้าแรก จะเห็นได้ว่าทรัพยากรจำนวนมากของ Search Engine มากองอยู่ที่การปรับเปลี่ยน Algorithm เพื่อกรองเอาเว็บคุณภาพด้อยเหล่านั้นออกไป

3. ความเชื่อที่ว่า SEO คือการสร้างเว็บ เป็นสิ่งสำคัญที่สุดจะขาดไปเสียมิได้ จริงอยู่ที่ว่าปัจจุบันเว็บดีๆถึงดีมาก แต่ไร้ซึ่งการปรับแต่งแบบ SEO ก็เปรียบเสมือนเพชรที่อยู่ในทะเลลึกยากจะมีคนเข้าหา การทำเว็บแบบสมัยใหม่ อาศัยปากต่อปาก การจะเกิดมาในโลกออนไลน์ค่อนข้างยาก ยกเว้นว่าจับกลุ่มได้ถูกต้อง นักทำเว็บไซต์รุ่นใหม่จึงหันมาสร้างความโดดเด่นทางด้าน SEO การทำเว็บให้ดี สำคัญกว่าการปรับแต่ง SEO ซึ่งอาจใช้เงินจำนวนมาก อย่าละเลยพื้นฐานของเว็บไซต์ที่ดี นั่นคือ เนื้อหา หน้าตาของเว็บ ความถูกต้อง ระบบบนำทางที่ดี การดีไซน์ที่ดีหรือมีเอกลักษณ์ และเนื้อหาที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ที่สำคัญคือการสร้าง SEO ไม่สามารถสร้าง Brand ได้ จะเห็นว่า Brand ดังๆ ไม่ได้เกิดมาจาก SEO หรือไม่ได้สนใจเรื่องของ SEO เลยด้วยซ้ำ แต่ผู้คนจะกล่าวถึงความประทับใจในจุดอื่นๆ และรายละเอียดอื่นๆ  ของเว็บไซต์

4. การปรับแต่ง SEO ต้องทำอยู่ตลอดเวลาห้ามหยุด อันนี้ก็เป็นความเข้าใจผิดเช่นกัน นักทำ SEO ที่ดีจะรู้จุดและเวลา จะต้องประมาณตน และคิดเสมอว่า การใส่ปุ๋ยที่มากไป ก็จะมีโทษได้เหมือนกัน การเพิ่มแบคลิงค์อย่างรวดเร็ว การทำ Onpage อย่างขมักเขม้นทุกจุด การปรับแต่งทุกวันสำหรับ Keyword Density หรืออื่นๆ เป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิงถ้าไม่รู้จักการประมาณเวลา หรือ Timing ว่า Search Engine มี Time Cycle ในการ เข้าถึงเว็บเราถี่เพียงใด มีการปรับปรุงดาต้าเบสและผลการค้นหาถี่บ่อยแค่ไหน มันจะยิ่งยุ่งยากถ้าเราคำนวนถึงจุดที่ว่า Search Engine มาเก็บหน้าแบคลิงค์ที่มีเว็บเราด้วยในอัตราเท่าไร ดังนั้น การทำ SEO ที่ดี เหมือนการขับขี่รถที่ต้องมีการกดคนเร่ง ปล่อยคันเร่ง แตะเบรค ชลอ เพื่อดูว่า สิ่งที่เราปรับจูนนั้นๆ มันถึงจุดที่จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงหรือยัง หรือว่าทำมากเกินไป

5. ปรับแต่งเต็มที่แล้วมักจะได้ผลเสมอ อันนี้เป็นสิ่งที่นักทำ SEO ทราบกันดีว่า การปรับแต่งแม้แต่เหมือนกัน 100% ก็ไม่เสมอไปที่จะทำให้อันดับใกล้เคียงกัน 100% อันนี้เป็นสิ่งที่เรียกกันเล่นๆว่า แล้วแต่คนกด หมายถึงว่า ในบางขณะ Search Engine ก็มีการเข้ามา Manipulate โดยคน (อันนี้อาจไม่ใช่จากคนกดปุ่ม แต่อาจหมายถึงปุ่มบุคมาร์คหรือปุ่มโหวตบนโปรแกรมฝังตัวที่ Google เก็บข้อมูลจาก Users ทุกคนที่ใช้ผลิตภัณฑ์) สิ่งนี้สะท้อนกลับมาถึงข้อจำกัดหลายๆอย่าง อย่างแรกคือการทำ SEO บางทีไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว อย่างที่สองคือ สูตรที่มีผู้คิดนั้น เปลี่ยนไปมาตลอดเวลา

เครดิต seo.thaihealth

วันเสาร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เทคนิคการโปรโมทเว็บ และ Blog ให้ติดอันดับด้วย SEO ขั้นพื้นฐาน ตอน 2


เทคนิคการโปรโมทเว็บ หรือ Blog ให้ติดอันดับใน Search Engine ก่อนที่เราจะทำการโปรโมทเว็บ หรือ โปรโมทเว็บ Blog ของเรานั้นเราต้องทำการสำรวจ ข้อมูลและเว็บ หรือ Blog ของเราเสียก่อนครับโดยให้คุณดำเนินการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ครับ เพื่อง่ายต่อการเข้าใจคุณสามารถ ศึกษาข้อมูลอื่น ๆ เพิ่มเติม เรื่อง “SEO คืออะไร” และ “Blog กับ SEO” กันเสียก่อนหนะครับจะได้เข้าใจตรงกันครับ

ขั้นตอนการโปรโมทเว็บไซต์ โปรโมท Blog

1.Study ทำการศึกษาข้อมูลต่าง ๆ คีย์เวิร์ดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ เว็บหรือบล็อกของเรา รวมไปถึงคีย์เวิร์ดที่ไกล้เคียงกันให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ เช่น ธุรกิจเกี่ยวกับอะไร คำค้นหาหลักอะไร หรือ สินค้าอะไร ได้ยิ่งดีเอาแบบตรงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด เพราะถ้าหากว่าทำแบบกว้าง ๆ อาจไม่ได้ผลในทางที่เป็นการค้าหรือธุรกิจควรให้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด ครับ

2.Website Optimization ทำการปรับปรุงเนื้อหา และ การปรับแต่งเว็บเพื่อให้เข้าสู่กระบวนการ SEO ตามแบบฉบับที่เหมาะสม หลักการก็คือพยายามใช้ HTML แบบโบราณให้ได้มากที่สุด เพราะนั่นจะทำให้ Search Engine ชอบมาก ๆ ครับ ถ้าหากไม่ทราบแนวทางในการปรับแต่งสามารถศึกษาข้อมูลการปรับแต่งแบบโบราณได้ จาก W3C ครับ

3. Website Submission คือการส่งบัติเชิญเหล่า Search Engine ต่าง ๆ ให้มาเก็บข้อมูลที่เราได้ทำการปรับปรุงใหม่นั้น ๆ เพื่อให้ได้รับการ Index ข้อมูลใหม่ ๆ เข้าไปและเป็นการปรับปรุงฐานข้อมูลให้กับ Search Engine ด้วยครับ

4.Evaluation ทำการติดตามผลและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อดูความเคลื่อนไหวในการติดอันดับในระดับต่าง ๆ และ คีเวิร์ดต่าง ๆ ด้วยครับ

5.Fine Tuning ปรับปรุงเนื้อหาของเว็บไซต์ หรือ บล็อกของเราตลอดเวลาครับ หรือ ทุกวันได้จะดีมากครับเพราะจะทำให้ Robot ของ Search Engine เข้ามาทำการเก็บข้อมูลบล็อก หรือเว็บของเราเป็นประจำ ข้อสำคัญต้องสอดคล้องกับ Keyword ของเราด้วยหนะครับ

เพียงเราทำตาม ขั้นตอนต่าง ๆ แบบง่าย ๆ อย่างนี้ไม่เกิน 6 เดือน Blog หรือ Website ของเราก็จะเริ่มติดอันดับไปทีละ Keyword เรื่อย ๆ และ น่าจะได้อันดับที่ดีพอสมควรครับ ในการโปรโมทเว็บ หรือ Blog ด้วยหลักการทาง SEO นั้นต้องอาศัยระยะเวลา เนื่องจากเราต้องรอให้ Search Engine ต่าง ๆ ได้ทำการปรับปรุงเว็บเราไปให้ได้มากที่สุดเสียก่อน หรือ ให้ตรงกับคีย์เวิร์ดของเราให้มากที่สุดก่อน แต่ก็คุ้มค่าในระยะยาวครับ เพราะถ้าเราติดอันดับแล้วเราก็จะทำการปรับปรุงพัฒนาต่อไปเรื่อย ๆ จนนิ่งและได้รับความน่าเชื่อถือในเรื่องข้อมูลมากขึ้น.

เครดิต Makemany

วันศุกร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เทคนิคการโปรโมทเว็บ และ Blog ให้ติดอันดับด้วย SEO ขั้นพื้นฐาน ตอน 1


การโปรโมทเว็บ Blog หรือ Web ถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับคนที่จะเอาดีในด้านการให้ข้อมูลอย่างมืออาชีพ ด้วยเหตุที่ว่าเราจะสร้างเว็บ หรือ Blog มาทำไมในเมื่อไม่อยากให้ใครเห็น หรือ ใครพบเว็บ หรือ บล็อกของเราในการเขียนบล็อก หรือ เว็บไซต์นั้น สำหรับธุรกิจโดยทั่วไปย่อมหวังที่จะให้ได้รับผลตอบแทนอย่างต่อเนื่อง จากเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่มีมา Internet ก็คืออีกช่องทางหนึ่งที่จะช่วยทำให้เกิดช่องทางในการนำเสนอสินค้าและบริการ สำหรับผู้ประกอบการทั่วไป แต่ด้วยเหตุที่ในการนำเสนอสินค้าและบริการต่าง ๆ เหล่านั้นต่างก็มีผู้ประกอบการต่าง ๆ มากมายนำเสนอเช่นเดียวกันเป็นจำนวนมากหลายหมื่นหลายล้านเว็บไซต์ทั่วประเทศ เครื่องมือค้นหาอย่าง Search Engine? ถูกนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์มากขึ้น จึงมีการนำเสนอโฆษณารูปแบบ PPC แต่ก็เป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายทุก ๆ เดือนไปตลอดที่มีการโฆษณา เมื่อใดก็ตามที่ไม่มีการโฆษณาเว็บของเรา หรือ Blog ของเราก็จะหายไปในบัดดล เว้นแต่ว่าคุณได้ทำการปรับปรุงและพัฒนาการทางด้าน SEO มาก่อนที่จะหยุดทำการโฆษณานั้น ๆ จนติดหน้าแรกไปแล้ว

การโปรโมทเว็บเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องมีการวางแผนที่ ดี แต่ก็อาจเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก ซึ่งบางครั้งอาจมองว่าไม่คุ้มกับการ โปรโมทเว็บ หรือ โปรโมทบล็อก ด้วยซ้ำไปวันนี้ จะนำเสนอเรื่องราวทางด้านเทคนิคในขั้นพื้นฐานสำหรับการโปรโมทเว็บ หรือ โปรโมท Blog กันครับที่ประหยัดเวลาและไม่ต้องเสียเงินในการโปรโมทด้วยครับ

เครดิต Makemany

วันพฤหัสบดีที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ข้อดีข้อเสียของ SEO

SEO คือปลายทางของ Marketing แล้วทำไม SEO จึงเป็นปลายทางของ Marketing? นั้นก็เพราะว่าก่อนที่คุณจะตัดสินใจลงทุนทำ SEO นั้นคุณต้องวิเคราะห์มาก่อนแล้วว่า การทำ SEO จะเป็นช่องทางที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้ การทำ SEO นั้นไม่ได้มีแต่ข้อดีเพียงอย่างเดียวแน่นอน ก่อนการตัดสินใจเลือกให้ SEO เป็นช่องทางให้การทำการตลาด ควรศึกษาข้อดีข้อเสีย รวมไปถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจและเว็บไซต์ของคุณก่อนดีกว่า



ข้อดีของ SEO

ช่วยประชาสัมพันธ์ให้ยี่ห้อ / ตราสินค้า ของคุณปรากฏต่อผู้ใช้ที่ค้นหาเจอ ทำให้เกิดการแข่งขันสูง ทำให้ธุรกิจต้องมีการปรับตัวตาม ปรับแผน ปรับปรุงเว็บไซต์ เพื่อสู้กับคู่แข่ง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้งาน
สามารถวางกลุ่มเป้าหมาย (Target Group) ได้ตรงตามที่ต้องการ ช่วยขยายฐานลูกค้าให้เพิ่มมากขึ้น

ข้อเสียของ SEO

ความไม่แน่นอนของอันดับ ด้วย Algorithm ที่มีการปรับปรุงตลอด จึงทำให้อันดับของเว็บไซต์นั้นมีการขยับอยู่เนื่องๆ ขึ้นบ้างลงบ้าง เป็นความไม่แน่นอนที่อาจจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจในเว็บไซต์ได้ ใช้เวลาในการทำอันดับนาน การปรับอันดับไม่สามารถทำได้แบบทันที ต้องใช้เวลานานมากกว่า 7-30 วันจึงจะมีการปรับปรุงอันดับเกิดขึ้น (ตามความหนาแน่นของคู่แข่งด้วย) ในเว็บไซต์หนึ่งหน้านั้น จำกัด Keywords ที่เลือกทำ SEO ด้วย เนื่องจากการทำ SEO ต้องมีการปรับเกี่ยวกับเนื้อหาภายในเว็บไซต์ตาม Keywords ด้วย การเลือก Keywords ที่จะทำ SEO จึงต้องเลือก Keywords ที่คิดว่าน่าจะคุ้มค่าต่อคุณมากที่สุด

เครดิต sutenm

วันอังคารที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ประเภทของ Search Engine ?



ประเภทของ Search Engine ก็มีอยู่หลาย ๆ ประเภท ดังนี้

1. แบบอาศัยการเก็บข้อมูลเป็นหลัก (Crawler-Based Search Engine)
หลักการนี้เป็นการใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Crawler-Based Search Engine เป็นเครื่องมือที่ทำการบันทึกและเก็บข้อมูลเป็นหลัก ซึ่งเป็นประเภท Search Engine ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน

ซึ่งการทำงานประเภทนี้ จะใช้โปรแกรมตัวเล็ก ๆ ที่เรียกว่า Web Crawler หรือ Spider หรือที่เรียกอีกอย่างว่า Search Engine Robots หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า บอท ในภาษาไทย www คือเครือข่ายใยแมงมุม ตัวโปรแกรมเล็ก ๆ ตัวนี้ก็คือแมงมุมนั่นเอง โดยเจ้าแมงมุมตัวนี้จะทำการไต่ไปยังเว็บไซต์ต่าง ๆ ทั่วโลกอินเตอร์เน็ต โดยอาศัยไต่ไปตาม URL ต่าง ๆ ที่มีการเชื่อมโยงอยู่ในแต่ละเพจ แล้วทำการ Spider กวาดข้อมูลที่จำเป็นต่าง ๆ (ขึ้นอยู่กะ Search Engine แต่ละที่ว่าต้องการเก็บรวบรวมข้อมูลอะไรบ้าง) แล้วเก็บลงฐานข้อมูล การใช้โปรแกรมกวาดข้อมูลแบบนี้ จึงทำให้ข้อมูลที่ได้มีความแม่นยำ และสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลได้เร็วมาก Search Engine ที่เป็นประเภทนี้ เช่น Google Yahoo MSN

2. แบบสารบัญเว็บไซต์ (Web Directory)
Search Engine ที่เป็นแบบนี้มีอยู่หลายเว็บไซต์มาก ๆ ที่ดังที่สุดในเมืองไทย ที่เอ่ยออกไปใครใครคงต้องรู้จัก นั้นก็คือที่สารบัญเว็บของ Sanook.com ซึ่งหลาย ๆ คนคงเคยเข้าไปใช้บริการ หรืออย่างที่ Truehits.com เป็นต้น

ส่งที่เราจะสังเกตเห็นจาก Search Engine ประเภทนี้ก็คือ ลักษณะของการจัดเก็บข้อมูลที่แสดงให้เราเห็นทั้งหมด ว่ามีเว็บอะไรบ้างอยู่ในฐานข้อมูล ซึ่งแตกต่างจากประเภทแรก ที่หากคุณไม่ค้นหาโดยใช้คำค้น หรือ Keyword แล้ว คุณจะมีทางทราบเลยว่ามีเว็บไซต์อะไรอยู่บ้าง และมีเว็บอยู่เท่าไหร่

แบบสารบัญเว็บไซต์ จะแสดงข้อมูลที่รวบรวมเว็บไซต์ที่มีทั้งหมดในฐานข้อมูล และจะแบ่งเป็นหมวดหมู่ และอาจจะมีหมวดหมู่ย่อย ซึ่งผู้ค้นหาข้อมูลสามารถคลิกเข้าไปดูได้

หลักการทำงานแบบนี้ จะอาศัยการเพิ่มข้อมูลจากเจ้าของเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่ต้องการประชาสัมพันธ์เว็บ หรืออาจใช้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลส่วน Search Engine เป็นผู้หาข้อมูลเว็บไซต์มาเพิ่มในฐานข้อมูล ซึ่งข้อมูลในส่วนของสารบัญเว็บไซต์จะเน้นในด้านความถูกต้องของฐานข้อมูล ซึ่งข้อมูลเว็บไซต์ที่ถูกเพิ่มเข้ามาจะถูกตรวจสอบและแก้ไขจากผู้ดูแล

3. แบบอ้างอิงในคำสั่ง Meta Tag (Meta Search Engine)
Search Engine ประเภทนี้จะอาศัยข้อมูลใน Meta tag (อยากรู้ดูในบทความหน้า) ซึ่งเป็นส่วนของข้อมูลที่อยู่ในแท็ก HEAD ของภาษา HTML ซึ่งข้อมูลในส่วนนี้ จะเป็นส่วนที่ให้ข้อมูลกับ Search Engine Robots

Search Engine ประเภทนี้ไม่มีฐานข้อมูลของตนเอง แต่จะอาศัยข้อมูลจาก Search Engine Index Server ของที่อื่น ๆ ซึ่งข้อมูลจะมาจาก Server หลาย ๆ ที่ ดังนั้น จึงมักได้ผลลัพธ์จากการค้นหาที่ไม่แม่นยำ

เครดิต thainextstep

การแบ่งประเภท SEO ?


การทำ SEO ถูกจำแนกออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ดังนี้

White Hat SEO (SEO หมวกสีขาว)

การทำ SEO ประเภท White Hat คือ การทำเว็บคุณภาพ และทำ SEO โดยยึดแนวปฏิบัติต่าง ๆ ที่ Search Engine หลาย ๆ ค่ายแนะนำไว้ ซึ่งควรมีลักษณะดังนี้

หลีกเลี่ยงการทำ Hidden text หรือ Hidden Links
หลีกเลี่ยงการทำ Doorway
ไม่ทำ Spam Keyword
ไม่ทำ Duplicate Content
ไม่ทำ Cloaking หรือ Sneaky Redirects

Black Hat SEO (SEO หมวกสีดำ)

การทำ SEO ประเภท Black Hat คือ การทำ SEO โดยใช้เทคนิคต่าง ๆ ที่ไม่เป็นไปตามแนวปฏิบัติเพื่อให้ได้ประโยชน์ทาง SEO โดยไม่สนใจถึงความเหมาะสม ตามลักษณะที่ตรงข้ามกับการทำ White Hat SEO ทุกประการ (ไม่แนะนำให้ทำอย่างยิ่ง)

นอกจากหมวกขาวและหมวกดำแล้ว ในปัจจุบันยังมีการแบ่งประเภทแบบไม่เป็นทางการอีก 1 ประเภท คือ Gray Hat SEO (SEO หมวกสีเทา) ที่ทำ SEO แบบกึ่งหมวกขาวและหมวกดำ
ตัวอย่างเช่น การทำ Spam Keyword โดยการแต่งประโยคที่มี Keyword อยู่ในประโยคมาก ๆ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการทำ Black Hat SEO จะได้ผลเร็ว แต่ก็มักจะได้ผลแค่ระยะสั้น ๆ จึงขอสนับสนุนให้นัก SEO ทุกท่านทำเว็บด้วย White Hat SEO เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาวครับ

ศัพท์น่ารู้

Hidden Text คือ การซ่อนข้อความ ไม่ให้เห็นโดยมนุษย์แต่สามารถเห็นได้โดย Robot ของ Search Engine เช่น การทำสีตัวอักษรกับสีพื้นหลังเป็นสีเดียวกัน

Hidden Links คือ การซ่อนลิงค์ ไม่ให้เห็นโดยมนุษย์แต่สามารถเห็นได้โดย Robot ของ Search Engine เช่น การใช้ style=”display:none” ครอบแท็กของ Hyperlinks

Spam Keyword คือ การทำหน้าเว็บที่มีแต่ Keyword มากมาย

Duplicate Content คือ การคัดลอกหน้าเว็บให้เหมือนกัน เพื่อเพิ่มจำนวนหน้าของเว็บแบบไม่มีคุณภาพ

Doorway คือ การส่ง Robot ของ Search Engine ไปในหน้าที่มีแต่ Keyword ก่อนแสดงผลหน้าเว็บที่มีเนื้อหา

Cloaking คือ การทำหน้าเว็บที่แสดงผลแตกต่างกัน เมื่อถูกเรียกโดย Robot ของ Search Engine และผู้เข้าชมเว็บทั่ว ๆ ไป (แสดงผลให้คนอย่างหนึ่ง ให้บอทอย่างหนึ่ง)

Sneaky Redirects คือ การเปลี่ยนการแสดงผลจากหน้าหนึ่ง ไปอีกหน้าหนึ่งอย่างรวดเร็ว

เครดิต seo.siamsupport